วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

หลังจากอ่านแต่ข้อมูล ดูแต่ภาพถ่าย ดูแต่สปอร์ตโฆษนา ตอนนี้เรามาดูพี่ ๆ เทย เขาพาเที่ยวอันดามันกันบ้างดีกว่า จะฮาแค่ไหนนั้นเชิญชมเลยครับ

สารคดีที่คนไทยควรดู

เก็บตกแม่ฮ่องสอน

ดูภาพที่ถ่ายมาฝากแล้วมาลองฟังเพลงนะครับ น่าเที่ยวมาก ๆ :")


พิชิต 1,864 โค้ง

วันนนี้ผมมีรูปที่ผมไปแม่ฮ่องสอนมาอวดท่านผู้ชมกันด้วย สวยแค่ไหนไปชมกันเลยครับ ^___^

ทุ่งดอกบัวตอง


เราจะทะลุมิติ ข้ามไปยังหมู่บ้านกะเหรี่ยงกัน

สาวชาวกะเหรี่ยง ทักทอผ้าเพื่อขายเป็นสินค้าที่ระลึก


คุณยายท่านนี้ เขาเป็นกะเหรี่ยงเผ่าอะไร ?

เจ๊แกเป็นดาราของชาวกะเหร่ยงคอยาวเลยนะ


มองมุมสูงจากพระธาตุดอยกองมู
ข้างล้างคือตัวเมืองแม่ฮ่องสอน


พระธาตุดอยกองมู

เมื่อถึงที่พักแล้วก็เก็บสำภาระ แล้วไปเดินถนนคนเดินแม่ฮ่องสอน ต่อด้วยวัดจองคำแห่งนี้


ถนนหน้าโรงแรม เงียบเหงาเหลือเกิน สมแล้วที่เป็นเมืองสงบเงียบแห่งขุนเขา


ปล. ฝากติชมฝีมือช่างภาพสมัครเล่นอย่างผมด้วยนะครับ Nickon D5100

Thailand, Once in a Lifetime







วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

วันจักรี


วันจักรี (Chakri day)
วันจักรี ปี 2555 ตรงกับ วันที่ 6 เมษายน 2555 (วันศุกร์) เป็นวันที่ระลึกถึง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และ มหาจักรีบรมราชวงศ์




วันจักรี สำคัญอย่างไร
วันจักรี หมายถึง วันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ปฐมบรมราชวงศ์จักรี เสด็จกรีฑาทัพถึงพระมหานครทรงรับอัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ดำรงราชอาณาจักรสยามประเทศ



 
ประวัติวันจักรี (Chakri day)
บรมราชจักรีวงส์ แห่งราชอณาจักรไทย
เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.๑) เสด็จปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็น กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงของไทย มาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕) จึงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปของพระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๔ พระองค์ (ร.๑ – ร.๔) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ มา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมสักการะ โดยเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายที่หลายครั้ง เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท และ พระที่นั่งศิวาลัยปราสาท เป็นต้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้น โปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง ๔ ( ร.๑ – ร.๔ ) มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ พระชนกนาถ พระที่นั่งองค์นี้ รัชกาลที่ ๖ โปรดให้ซ่อมจากพุทธปรางค์ปราสาทเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ และได้พระราชทานนามดังกล่าว การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง ๕ รัชกาล สำเร็จลุล่วงในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ ๖ เมษายนปีนั้น และต่อมา โปรดฯ ให้เรียกวันที่ ๖ เมษายนว่าเป็น “วันจักรี”


หลาย ๆ คนสงสัย เอะ ? วันสงกรานต์ที่เราเล่นกันเนี่ย ที่จริงแล้วมีความเป็นมายังไง วันนี้เรามีเรื่อง วันสงกรานต์มาฝากครับ ไปดูกัน


สงกรานต์ เป็นประเพณีเดือน 5 ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี หรือคือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี แต่ในปัจจุบัการเฉลิมฉลองในประเพณีสงกรานต์นั้นได้ละทิ้งความงดงามขอประเพณีในสมัยโบราณไปเกือบหมดสิ้น คงไว้เพียงแต่ภาพลักษณ์แห่งความสนุกสนาน ยิ่งไปกว่านั้นยังในการเล่นน้ำบางสถานที่ยังมุ่งเน้นในเรื่องเพศ ทำให้ความงดงามของประเพณีนี้สูญหายไปตามกาลเวลา

พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ สงครามน้ำ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ

การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน" ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของสังคม นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ


ตำนานนางสงกรานต์

ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม[3] กล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่ง รวยทรัพย์แต่อาภัพบุตร ตั้งบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใจ จึงได้บวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานอยู่กว่าสามปี ก็ไร้วี่แววที่จะมีบุตร อยู่มาวันหนึ่งพอถึงช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอถึงก็ได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐี จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ไม่ช้าพระอินทร์ก็มีเมตตาประทานให้เทพบุตรองค์หนึ่งนาม "ธรรมบาล" ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไม่ช้าก็คลอดออกมา เศรษฐีตั้งชื่อให้กุมารน้อยนี้ว่า ธรรมบาลกุมาร และได้ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย

ต่อมาเมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้น ก็ได้เรียนรู้ซึ่งภาษานก และเรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เขาได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นธรรมบาลกุมารจึงขอผัดผ่อนกับท้าวกบิลพรหมเป็นเวลา 7 วัน

ทางธรรมบาลกุมารก็พยายามคิดค้นหาคำตอบ ล่วงเข้าวันที่ 6 ธรรมบาลกุมารก็ลงจากปราสาทมานอนอยู่ใต้ต้นตาล เขาคิดว่า ขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม บังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียเกาะทำรังอยู่ นางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย ด้วยแก้ปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่า คำถามที่ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้ สามีจึงเฉลยว่า ตอนเช้า ศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยง ศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็น ศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารก็ได้ทราบเรื่องที่นกอินทรีคุยกันตลอด จึงจดจำไว้

ครั้นรุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมก็มาตามสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ ธรรมบาลกุมารจึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบาทบาจาริกาพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน แล้วบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนำพานมารองรับ แล้วก็ตัดเศียรให้นางทุงษะ ผู้เป็นธิดาองค์โต จากนั้นนางทุงษะก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ

จากนั้นมาทุก ๆ 1 ปี ธิดาของท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานตามเดิม ในแต่ละปีนางสงกรานต์แต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ ดังนี้
 1.ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม ทุงษะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราช ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จมาบนหลังครุฑ
 2.ถ้าวันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม โคราคะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดา ภักษาหารเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังพยัคฆ์ (เสือ)
 3.ถ้าวันอังคารเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม รากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต (เลือด) พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังพระยาวราหะ (หมู)
 4.ถ้าวันพุธเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มัณฑาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังคัทรภะ (ลา)
 5.ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงของ้าว พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จมาบนหลังพระยาคชสาร (ช้าง)
 6.ถ้าวันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิมิทาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จมาบนหลังมหิงสา (ควาย)
 7.ถ้าวันเสาร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จมาบนหลังมยุรา (นกยูง)

สำหรับความเชื่อทางล้านนานั้นจะมีว่า
 1.วันอาทิตย์ ชื่อ นางแพงศรี
 2.วันจันทร์ ชื่อ นางมโนรา
 3.วันอังคาร ชื่อ นางรากษสเทวี
 4.วันพุธ ชื่อ นางมันทะ
 5.วันพฤหัส ชื่อ นางกัญญาเทพ
 6.วันศุกร์ ชื่อ นางริญโท
 7.วันเสาร์ ชื่อ นางสามาเทวี


กิจกรรมวันสงกรานต์

การทำบุญตักบาตร ถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง และ อุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญแบบนี้มักจะเตรียมไว้ล่วงหน้า นำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัด ซึ่งจัดเป็นที่รวมสำหรับทำบุญ ในวันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จแล้ว ก็จะมีการก่อพระทรายอันเป็นประเพณีด้วยการสรงน้ำพระ การรดน้ำ เป็นการอวยพรปีใหม่ให้กันและกัน น้ำที่รดมักใช้น้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดาการสรงน้ำพระจะรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด และบางที่จัด สรงน้ำพระสงฆ์ ด้วยบังสุกุลอัฐิ กระดูกญาติผู้ใหญ่ที่ตายแล้ว มักก่อเป็นเจดีย์ แล้วนิมนต์พระไปบังสุกุล
 การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้ใหญ่มักจะนั่งลงแล้วผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำรดที่มือท่าน ท่านจะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด ถ้าเป็นพระก็จะนำผ้าสบงไปถวายให้ท่านผลัดเปลี่ยนด้วย หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง ผ้าขาวม้าไปให้
 การดำหัว ก็คือการรดน้ำนั่นเอง แต่เป็นคำเมืองทางภาคเหนือ การดำหัวเรียกกันเฉพาะการรดน้ำผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ ผู้สูงอายุ คือการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมากมีผ้าขนหนู มะพร้าว กล้วย และ ส้มป่อย
 การปล่อยนกปล่อยปลา ถือเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้มีแต่ความสุขความสบายในวันขึ้นปีใหม่
 การนำทรายเข้าวัด ทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาภ ให้มีความสุขความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด

ที่มา : http://th.wikipedia.org


แนะนำหนังสือดีให้กับหลาย ๆ คนที่อยากเที่ยวสำหรับ Summer นี้


อนุสาร อ.ส.ท. เดือนเมษายน ๒๕๕๕
ฉบับพักร้อน

เดือนเมษาฯ หน้าร้อนเดินทางมาถึง
พร้อมกับเปลวแดดที่แผดจ้าและลมร้อนอบอ้าว
อนุสาร อ.ส.ท. เพื่อนร่วมเดินทางเจ้าเก่า ๕๐ กว่าปี
จึงสรรหาสถานที่อพยพหลบลมร้อนเหมาะ ๆ ให้กับคุณผู้อ่าน
เพื่อให้ทุกท่านพักร้อนลางานไปสัมผัส
กับความชุ่มชื่นเย็นสบายคลายร้อน


สมุย เกาะสวรรค์สีเขียว
สรวงสวรรค์อันงดงามด้วยทิวมะพร้าว
เด่นอะคร้าวอยู่กลางทะเลอ่าวไทยสีคราม
ซึ่งในวันนี้มีความก้าวหน้าในด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

เลียบหาดท้องตมใหญ่ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร
หาดทรายขาว ทิวมะพร้าว และผืนน้ำทะเลสีคราม
บรรยากาศอันเงียบสงบน่าพักผ่อน

มุมสบายชายฝั่งปราณบุรี
เมืองตากอากาศชั้นดีของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผ่อนคลายด้วยความสงบสวยงาม
ของหาดทรายชายทะเล
ที่พรั่งพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

สนานสนุกเกาะมัน
สัมผัสความหรรษาที่แตกต่าง
ของหมู่เกาะมัน ๓ หมู่เกาะ ๓ บรรยากาศ
กลางทะเลระยอง

แล่นใบทะเลสัตหีบ
กิจกรรมเหนือเกลียวคลื่นแสนรื่นรมย์
ระเริงลมแล่นเรือใบในระลอกคลื่นคราม
ท่ามกลางแสงแดดและสายลม

พร้อมพรั่งด้วยคอลัมน์ประจำครบครัน

ที่มา : http://www.osotho.com/th/home/index.php


สงกรานต์ปีนี้มีที่สาดน้ำกันหรือยังครับ ผมนำสถานที่หนึ่งมาแนะนำเป็นที่ไหนไปดูกันครับ ^___^


งานประเพณีสะรีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12- 15 เมษายน 2555 สถานที่จัดงานบริเวณทั่วเมืองเชียงใหม่ โดยจะมีกิจกรรมการจัดขบวนแห่และสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ขี่รถถีบกาลางจ้อง รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ขนทรายเข้าวัด การแสดงพื้นเมือง การสาธิตศิลปะพื้นบ้าน การเล่นน้ำสงกรานต์ปีใหม่เมืองรอบคูเมือง และถนนวัฒนธรรมคนเมืองอาหารนานาชาติ  ทั้งนี้ สำหรับ "วันสงกรานต์" คนเหนือมักจะเรียกวันสงกรานต์ว่า "ปี๋ใหม่เมือง" ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวล้านนา เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนศักราชใหม่ มักจะตรงกับวันที่ 13 หรือ 14 เมษายน ของทุกปี



           วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า "วันสังขารล่อง" โดยมีตำนานกล่าวว่า เช้ามืดของวันนี้ปู่สังขาน ย่าสังขาน จะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีแดง สยายผมล่องแพไปตามลำน้ำ ปู่หรือย่าสังขานนี้ จะนำเอาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาตามตัวมาด้วย จึงมีการจุดประทัดในตอนเช้า ๆ เพื่อให้เกิดเสียงดังต่าง ๆ นัยว่าเป็นการไล่สังขาน  วันนี้จะมีการทำความสะอาดบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล และมีการสระผม

           วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า "วันเนา" หรือ "วันเน่า" เป็นวันที่ห้ามใครด่าทอว่าร้ายเพราะเชื่อว่าจะทำให้โชคร้ายไปตลอดทั้งปี ในตอนบ่ายจะมีการขนทรายเข้าวัด โดยถือว่าเป็นการนำทรายมาทดแทนในส่วนที่ติดเท้าของตนออกจากวัด จะนำมากองรวมกันเป็นเจดีย์

           วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า "วันเถลิงศก" แต่คนเหนือมักจะเรียกว่า "วันพญาวัน" มากกว่า วันนี้ชาวบ้านจะตื่นแต่เช้าทำบุญตักบาตรเข้า วัดฟังธรรม ก่อนจะไปรดน้ำดำหัวขอขมาญาติผู้ใหญ่ในช่วงบ่าย

           วันที่ 16 เมษายน เรียกว่าวัน "วันปากปี" มักจะพากันไปรดน้ำเจ้าอาวาสตามวัดต่าง ๆ เพื่อขอขมาคารวะ และจะมีการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ห์ สืบชะตา จุดเทียนต่ออายุชะตาภายในบ้าน



          สำหรับการรดน้ำดำหัว คำว่า "ดำหัว" ปกติแปลว่า "สระผม" แต่ในประเพณีสงกรานต์ล้านนา จะหมายถึง การไปแสดงความเคารพ ขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือการขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ซึ่งของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมากมีผ้าขนหนู มะพร้าว กล้วย และ ส้มป่อย โดยเรียกว่า "น้ำขมิ้นส้มป่อย" พร้อมทั้งนำของไปมอบให้ผู้ใหญ่ โดยท่านจะอวยพรแล้วใช้มือจุ่มน้ำขมิ้นส้มป่อยลูบศีรษะให้

 สถานที่เล่นน้ำที่เป็นที่นิยมในเชียงใหม่

          มาเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ทั้งที ก็ต้องไปเล่นน้ำที่คูเมืองในตัวเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำสงกรานต์รอบคูเมืองเชียงใหม่กันมาก คุณสามารถขับรถกระบะบรรทุกน้ำสาดกันได้รอบ ๆ คูเมือง มีการตั้งเวทีกิจกรรมของสินค้ายี่ห้อต่าง ๆ โดยมีการเปิดเพลงเพื่อให้บรรยากาศคึกคักจึงมีนักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำในจุดดังกล่าวมากเป็นพิเศษ

"คูเมือง" หลายคนอาจไม่รู้จัก นั่นก็คือคลองน้ำที่ขุดไว้รอบ ๆ กำแพงเมืองเก่าของเชียงใหม่ ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมโดยแบ่งเป็นคูเมืองด้านในและคูเมืองด้านนอก ในบริเวณมุมกำแพงเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคนเมืองเรียกว่า "แจ่ง" แต่ละแจ่งมีชื่อเรียก ได้แก่ แจ่งศรีภูมิ, แจ่งหัวลิน (บริเวณถนนห้วยแก้วตรงกันข้ามกับโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม ใกล้กับเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว), แจ่งขะต๊ำ ใกล้ ๆ กับวัดพวกช้าง, แจ่งกู่เฮือง อยู่ตรงกันข้ามกับโรงพยาบาลสวนปรุง


 ตารางเวลาเบื้องต้น

           - ขบวนแห่และสรงน้ำ พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญ และนางสงกรานต์ จากสะพานเนาวรัตน์ถึงวัดพระสิงห์
           - ขบวนแห่ขนทรายเข้าวัด – ไม้ค้ำสะหลี จากสะพานเหล็กถึงวัดบนถนนท่าแพ
           - ขบวนแห่เครื่องสักการะรดน้ำดำหัวผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จากบริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ถึงจวนผู้ว่าฯ

อย่างไรก็ตาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

เทศบาลนครเชียงใหม่ โทรศัพท์ 053-259000  และ ททท. สำนักงานเชียงใหม่ โทรศัพท์ 053-24860 , 053-248607 , 053-302500      

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

วันนี้เรามีข้อมูลสำหรับคนรักธรรมชาติมากฝาก ( อช.ออบหลวง )

อุทยานแห่งชาติออบหลวง มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอจอมทอง อำเภอฮอดและอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศน์ทุกประการ ทั้งมีความสวยงามและความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ มีคุณค่าทางโบราณคดีทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ทางธรณีวิทยาและคุณค่าทางสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติ เหมาะแก่กาศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความสวยงามอย่างยิ่ง มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 630 ตารางกิโลเมตร หรือ 393,750 ไร่





ประวัติความเป็นมา

ในปี พ.ศ. 2508 กรมป่าไม้เห็นว่าบริเวณริมถนนในท้องที่ตำบลหางดง อำเภอฮอดและตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่  เป็นสถานที่ร่มรื่น สภาพภูมิประเทศสวยงามแปลกตา มีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ประกอบด้วยโขดผา แมกไม้และลำน้ำที่ไหลแรงผ่านโครกเขา ที่ชาวเมืองเหนือเรียกว่า “ออบหลวง” เป็นที่ซึ่งประชาชนชอบไปพักผ่อนชมธรรมชาติความรื่นรมย์อยู่เป็นประจำ จึงได้จัดให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในรูปแบบของวนอุทยานตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2509 อยู่ในความดูแลของสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่
           ในส่วนที่ได้จัดตั้งเป็นวนอุทยานออบหลวง ในอดีตเป็นสถานที่พักของพวกทำไม้บริษัทบอร์เนียว ซึ่งในสมัยนั้นการทำไม้สักใช้วิธีลำเลียงล่องมาตามลำน้ำแม่แจ่ม ไม้จะมาวนอยู่ที่ออบหลวงซึ่งเป็นวังน้ำวนและลึกมาก จากออบหลวงที่มีหน้าผาสูงชัน น้ำตกจากหน้าผาสูง บริษัททำไม้จึงตั้งปางพักตรงจุดนี้เพื่อคอยเก็บไม้ที่ไหลมา ไม่ให้ไหลลงไปวังน้ำวน ตามประวัติดั้งเดิมเล่าสืบต่อกันมาว่า ลำน้ำแม่แจ่มสมัยก่อนเรียกว่า แม่น้ำสลักหิน  เนื่องจากแม่น้ำนี้ได้เจาะภูเขาหินลูกหนึ่งจนทะลุไหลผ่านเป็นลำน้ำตรงที่เรียกว่า “ออบหลวง” ในปัจจุบันต่อมาได้เปลี่ยนเป็นแม่น้ำแม่แจ่ม ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันอยู่ทุกวันนี้
            ต่อมากรมป่าไม้ได้โอนวนอุทยานออบหลวง มาอยู่ในความดูแลของกองอุทยานแห่งชาติ และในต้นปี พ.ศ.2531 ผู้อำนวยการกองอุทยานแห่งชาติ (นายธำมรงค์ ประกอบบุญ)ได้ให้นโยบายและสั่งการให้วนอุทยานออบหลวง ดำเนินการสำรวจเบื้องต้นพื้นที่ข้างเคียงโดยรอบวนอุทยาน เพื่อยกฐานะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ผลการสำรวจตามหนังสือที่ กษ 0713(อล)/พิเศษ ลงวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2531 และที่ กษ 0713(อล)/พิเศษ ลงวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2531 และที่ กษ 0713(อล)/พิเศษ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2531 รายงานว่าป่าจอมทอง ป่าแม่แจ่ม-แม่ตื่นและป่าแม่แจ่มที่ทำการสำรวจพื้นที่จะกำหนด เป็นอุทยานแห่งชาตินี้แต่เดิมได้กำหนดให้เป็นป่าถาวรของชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2509 ต่อมาได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 กล่าวคือ
           ป่าจอมทองเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 212 (พ.ศ. 2510) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 84 ตอนที่ 82 วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2510 ป่าแจ่ม-แม่ตื่นเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 189 (พ.ศ.2509) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 83 ตอนที่ 119 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2509 ป่าแม่แจ่มเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 712 (พ.ศ.2571) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 91 ตอน 225 วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2517 เนื้อที่ทำการสำรวจประมาณ 630 ตารางกิโลเมตร มีสภาพป่าสมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศน์ทุกประการมีจุดเด่นทางธรรมชาติสวยงาม และเป็นแหล่งทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เหมาะสมจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้
            กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้ทำการตรวจสอบและได้มีหนังสือที่ กษ 0713/1403 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2531 เสนอกรมป่าไม้มีคำสั่งที่ 824/2531 ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2531 ให้นายไชโย ยิ่งเภตรา เจ้าพนักงานป่าไม้ 5  ไปทำการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม และจัดตั้งพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2524 ซึ่งประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 108 ตอน 211 ลงวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2524 นับเป็นอุทยานแห่งชาติที่ 69 ของประเทศ


จุดเด่นที่น่าสนใจ


จุดเด่นที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติออบหลวง มีทั้งจุดเด่นทางธรรมชาติและทางโบราณคดีหลายอย่าง ได้แก่
          
ออบหลวง (The Great Canyon) ตั้งอยู่ที่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 17 ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 คาบเกี่ยวระหว่างตำบลหางดงด อำเภอฮอด ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง เป็นช่องแคบเขาขาดที่มีหน้าผาหินขนาบลำน้ำ ทำให้เกิดหุบผาลึก ความลึกของหน้าผาวัดจากสะพานออบหลวงถึงระดับน้ำปกติประมาณ 32 เมตร ส่วนแคบสุด 2 เมตร ความยาวของช่องแคบประมาณ 300 เมตร ธรรมชาติได้สร้างสรรความน่าพิศวงให้กับแผ่นดินส่วนนี้อย่างมหัศจรรย์ คำว่า “อ๊อบ” หรือ “ออบ” เป็นภาษาท้องถิ่นหมายถึงช่องแคบ “หลวง” หมายถึงใหญ่ “ออบหลวง” คือชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกช่องแคบหินขนาดยักษ์ที่มีลำน้ำแม่แจ่มบีบตัวแทรกผ่านไป อีกนัยหนึ่งคือ หุบเขา ที่มีสายธารไหลผ่าน (Canyon) ภายในออบ น้ำตกไปกระทบแก่งหินไอน้ำกระจายฟุ้งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา ลานหินและโตรกผาที่ถูกน้ำอันเชี่ยวกรากกัดกร่อนปีแล้วปีเล่า ทำให้หินเป็นลวดลายรูปร่างแปลกตาสวยงามมาก ทำให้ผู้ไปเยือนต้องพิศวงว่ากำแพงหินสูงใหญ่ที่ขวางลำน้ำอยู่นั้น แตกทะลุหรือแยกตัวให้น้ำผ่านไปได้อย่างไร

           น้ำตกแม่บัวคำ เกิดจากห้วยแม่บัวคำอยู่ในเขตตำบลหางดง อำเภอฮอด ห่างจากออบหลวงไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่สวยงามมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติอยู่มากน้ำตกจากหน้าผาสูงประมาณ 50 เมตร ลดหลั่นลงมาเป็นเพิงชั้นลงสู่อ่างหินซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหลืบผาและแมกไม้ ด้านหน้าน้ำตกมีลานหินกว้าง

          น้ำตกแม่จอน เกิดจากห้วยแม่จอนหลวง อยู่ในเขตตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 สายฮอด - แม่สะเรียง ตรงหลักกิโลเมตร ที่ 9 เดินตามลำห้วยแม่จอนเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ลักษณะเด่นของน้ำตกนี้เป็นหน้าผาที่กว้างใหญ่มีความสูงไม่น้อยกว่า 100 เมตร ความกว้างประมาณ 80 เมตร น้ำตกที่ตกลงมาเป็นสายเหมือนใยแก้ว กระจายอยู่ทั่วแผ่นผาไม่ขาดสาย และลานหินกว้างสะอาดตา หน้าน้ำตกสวยงามมากเป็นหินแกรนิตผสมหินแปรสีขาวเจือสีเทาอ่อน สูงขึ้นไปจากน้ำตกชั้นนี้ยังมีน้ำตกเล็ก ๆ สวยงามแปลกตาอีกสองชั้นอยู่ห่างประมาณ 500 เมตร และ 1,500 เมตรตามลำดับ

          น้ำตกแม่เตี๊ยะ อยู่บริเวณกลางป่าลึกในห้วยแม่เตี๊ยะตอนกลาง อยู่ในท้องที่ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง เป็นน้ำตกที่สวยงาม สูงประมาณ 80 เมตรความกว้าง 40 น้ำในห้วยแม่เตี๊ยะมีมากตลอดปี ทำให้น้ำตกมีความงามตลอดเวลา ซึ่งต้องเดินทางจากบ้านแม่เตี๊ยะเข้าไปประมาณ 8 กิโลเมตร


ดินแดนมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์   อยู่ใกล้เคียงกับช่องแคบออบหลวง กองโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขุดค้นเพื่อศึกษาวิจัยร่วมกับประเทศฝรั่งเศส เรื่อง Research on Chronology and Evolution of the Prehistoric Cultures of Northern Central Thailand and their Antropological Characteristics โดยเริ่มโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา บริเวณออบหลวง ทั้งสองฝั่งอำเภอจอมทองและฝั่งอำเภอฮอด ได้ขุดค้นพบโบราณวัตถุและหลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมากเช่น เครื่องมือหินกระเทาะแกนหินและสะเก็ดหิน ขวานหินขัด ชิ้นส่วนเครื่องประดับและภาชนะสำริด ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ที่สำคัญ คือ พบโครงกระดูกของมนุษย์ในสมัยยุคสำริด มีอายุระหว่าง 2,500-3,500 ปี  ก่อนคริสตกาลเป็นหลักฐานทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์  นอกจากนี้ยังพบภาพเขียนโบราณที่บริเวณเชิงผาด้านตะวันตะวันออกของดอยผาช้าง ซึ่งเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
ดอยผาช้าง เป็นหินแกรนิตชนิดมิคมาไทด์ทั้งแท่ง ก้อนใหญ่มหึมาสีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 300 เมตร สูงประมาณ 80 เมตร จากระดับพื้นดิน มีลักษณะเหมือนช้างตัวใหญ่นอนหมอบอยู่ บนยอดดอยผาช้างเป็นจุดชมวิว มองลงไปทางทิศใต้จะเห็นน้ำตกแม่บัวคำอยู่ลิบๆ ใกล้เข้ามาตรงหน้าดอยผาช้างเห็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ลดเลี้ยวเลียบเหลี่ยมเขาผ่านหน้าผาออบหลวง ลึกจากผาออบหลวงลงไป จะมองเห็นสายธารแม่แจ่มไหลคดเคี้ยวซอกซอนผาหินหายลับไปทางตะวันออกที่ดอยผาช้างด้านตะวันตก มีเพิงผาคล้ายถ้ำเคย เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์โบราณก่อนประวัติศาสตร์ และได้วาดภาพช้างด้วยสีขาวและสีแดงไว้ จากรายงานของนักโบราณคดี กรมศิลปากรยืนยันว่าเป็นครั้งแรกที่พบภาพเขียนโบราณในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนในเขตจังหวัดเชียงใหม่ (พบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยนายสายันต์ ไพรชาญจิตรและนายประทีป เพ็งตะโก นักโบราณคดีฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดี สันนิษฐานว่าภาพเขียนนี้มีอายุไม่น้อยกว่า 7,500-8,500 ปีมาแล้ว

            บ่อน้ำร้อนเทพพนม อยู่ในเขตป่าแม่แจ่ม ตำบลห่าผา อำเภอแม่แจ่ม ห่างจากออบหลวง 14 กิโลเมตร แยกจากทางหลวงหมายเลข 108 ตรงกิโลเมตร ที่ 22 เข้าไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตร เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติเกิดจากความร้อนใต้พิภพ มีแรงดันพุ่งขึ้นมากระทบน้ำเย็นใต้ดินเกิดเป็นไอร้อนคุอยู่ตลอดเวลาความร้อนสูงถึง 99 องศาเซลเซียส บริเวณเป็นที่ราบโล่งเตียนประมาณ 10 ไร่ มีลำห้วยเล็กๆ คือ ห้วยโป่งไหลผ่าน จึงมีทั้งธารน้ำร้อนและน้ำเย็นบริเวณเดียวกัน

            ถ้ำตอง     อยู่ในท้องที่ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง    “ดอยผาเลียบ” เป็นภูเขาหินแกรนิตและหินปูนที่มีรูปร่างเหมือนถูกผ่าครึ่งแล้วแยกกันอยู่คนละฝั่งลำน้ำแม่แปะ ซีกที่อยู่ทางฝั่งขวามีถ้ำลึกที่มีตำนานเล่าขานกันว่า ถ้ำนี้เป็นอุโมงค์หินที่มีความยาวมาก กล่าวว่าทะลุถึงดอยเชียงดาวทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ทีเดียว บริเวณปากอุโมงค์เป็นคูหาขนาดประมาณ 5 X 10 เมตร สูง 3 เมตร ลึกเข้าไปจากนั้นเป็นโพรงหินเล็กๆ ขนาดพอตัวคนคลานเข้าไปได้ สภาพภายในคูหาปากถ้ำถูกสกัดตกแต่งใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของสำนักวิปัสสนาถ้ำตอง โดยรอบในหุบเขา ร่มครึ้มด้วยพันธุ์ไม้ป่าดงดิบที่มีขนาดใหญ่ๆ เช่น มะม่วงป่า ตะเคียนทอง มะหาด กระท้อน หน้าถ้ำมีธารน้ำแม่แปะไหลผ่านต้นแม่น้ำแปะห่างจากถ้ำตองขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตร มีน้ำตกเล็กๆ

           ถ้ำตุ๊ปู่ อยู่ในท้องที่ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง เป็นถ้ำหินปูนขนาดเล็กปากถ้ำแคบกว้างยาวประมาณ 1 X 1.5 เมตร ต้องนั่งยองๆเข้าไปภายในกว้างขวางรูปร่างค่อนข้างกลมเหมือนคนโทขนาดใหญ่บรรจุได้ประมาณ 20-30 คน มีน้ำหยดจากเพดานถ้ำตลอดเวลา ทำให้เกิดหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ตรงเพดานค่อนไปทางก้นถ้ำทะลุเป็นวงกลมใหญ่ๆ 3 ช่องติดกันจึงทำให้ถ้ำสว่างไสวไม่มืดทึบเหมือนถ้ำโดยทั่วไป

           ลำน้ำแม่แจ่ม   ธารน้ำแจ่มหรือแม่น้ำสลักหิน กำเนิดจากเทือกเขาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไหลผ่านอำเภอแม่แจ่มออกสู่แม่น้ำปิงที่อำเภอฮอดเป็นลำน้ำใหญ่ที่มีน้ำไหลเชี่ยวคดเคี้ยวไประหว่างโขดเขาและหุบผา มีเกาะแก่งและหาดทรายเป็นช่วงๆ เกาะแก่ง ก้อนผาที่กอดก่าย อยู่กลางน้ำ สลับกับหาดทรายขาวทิวป่าเขียวขจีและเทือกเขาสลับซับซ้อน ทำให้ลำน้ำแม่แจ่มมีทัศนียภาพสวยงามยิ่ง นักท่องเที่ยวนิยมไปล่องแพ จากบ้านอมขูดถึงบ้านท่าเรือในท้องที่อำเภอแม่แจ่มอยู่เป็นประจำ
  
   
การเดินทางและการบริการที่พัก

1. จากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางโดยรถยนต์ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ถึงอำเภอฮอด แล้วเลี้ยวขวาตรงหอนาฬิกาไปตามทางสายฮอดแม่สะเรียง จากอำเภอฮอดไปอีก 17 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ระยะทางประมาณ 105 กิโลเมตร

2. โดยรถยนต์โดยสาร (ธรรมดาหรือปรับอากาศ) สายกรุงเทพ-แม่ฮ่องสอน จากกรุงเทพฯ ถึงอำเภอเถิน จังหวัดตาก แล้วแยกเข้าอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จากอำเภอลี้ เข้าอำเภอดอยเต่า อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เลยฮอดไปอีก 17 กิโลเมตรตามเส้นทางฮอด-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเช่นเดียวกัน
บริการที่พัก

         อุทยานแห่งชาติออบหลวงได้จัดเตรียมสถานที่กางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปพักแรมค้างคืน นักท่องเที่ยวต้องนำเต็นท์ไปเอง และทางอุทยานฯ มี บ้านพัก ไว้บริการนักท่องเที่ยว หรือติดต่อสอบถามได้ที่งานบริการบ้านพัก ฝ่ายนันทนาการและสื่อความหมาย ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ กรุงเทพฯ โทร. 5797223 ,5795734 หรือ โทร. 5614292 - 4 ต่อ 724,725 หรือ ติดต่อที่อุทยานแห่งชาติโดยตรง
  
   
ที่มา : http://www.dnp.go.th/MainNation/nationpark/_private/n28_3.htm